ในอดีตที่ผ่านมาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทยอุดมสมบูรณ์พื้นที่ป่า
ยังคงปกคลุมทั่ว
สัตว์ป่ามีอยู่อย่างชุกชุมมีการใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือยไม่รู้คุณค่า
โดยเฉพาะสัตว์ป่า มีการล่าเป็นอาหารล่าเพื่อเป็นกีฬาและ
ล่าเพื่อการค้าทั้งในประเทศ และ ส่งออกต่างประเทศ โดยปราศจากกฎหมายใดๆคุ้มครอง
ต่อมาเมื่อประชากรเพิ่มขึ้น การบุกรุกป่าเพื่อทำกินมีมากขึ้นสัตว์ป่าถูกคุกคามและ
ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมา ในรอบหลายสิบปีจนบางชนิด
ได้สูญพันธุ์ไปจากเมืองไทยสูญพันธุ์ไปจากโลกสัตว์ชนิดนั้นคือ สมัน ซึ่งเป็น
กวางที่มีเขาสวยงามที่สุดชนิดหนึ่ง ดังนั้นปี พ.ศ. 2503
ภาครัฐโดยการ ร่วมมือขององค์กรอนุรักษ์ต่างๆได้ตระหนักถึงคุณค่าของสัตว์ป่า
ผลักดันให้เกิดกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าฉบับแรกของประเทศไทยคือ พระราชบัญญัติสงวน
และ คุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2503 ซึ่งในกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดสัตว์ป่าที่หายากเป็น
สัตว์ป่าสงวน"จำนวน 9 ชนิด คือ แรด กระซู่ กูปรีหรือ โคไพร
ควายป่า ละองหรือละมั่ง " สมันหรือเนื้อสมัน
ทรายหรือเนื้อทรายหรือตามะแนเลียงผาหรือเยืองหรือกูรำ หรือ โครำ และ
กวางผาเมื่อเวลาผ่านไปได้มีการปรับปรุงกฎหมายให้เกิดความทันสมัย เหมาะสมกับสถานการณ์สัตวว์ป่าในประเทศไทย
และสอดคล้องกับความร่วมมือด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรระดับนานาชาติได้มีการตราพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
พ.ศ. 2535ซึ่งมีผลบังคับใช้.มาจนถึงปัจจุบัน
ซึ่งในพระราชบัญญัติได้แก้ไข
เพิ่มเติมรายชื่อสัตว์ป่าสงวนด้วยพิจารณาเห็นว่าประชากรสัตว์ป่าหลายชนิดเพิ่มขึ้นจากการเพาะขยายพันธุ์
เช่น เนื้อทราย และประชากรสัตว์ป่า อีกหลาย ชนิดลดลงอย่างน่าวิตก เช่น
นกแต้วแล้วท้องดำ หรือสัตว์ป่าบางชนิดไม่มีรายงานการพบเห็นมาเป็นระยะเวลานานเช่น
นกกระเรียน แมวลายหินอ่อน จึงได้ถอดชื่อเนื้อทรายออกจากบัญชีสัตว์ป่าสงวน
และเพิ่มนกเจ้าฟ้าหิงสิริธร นกแต้วแล้วท้องดำนกกระเรียน แมวลายหินอ่อน สมเสร็จ
เก้งหม้อ และ พะยูน หรือหมูน้ำ รวมเป็นสัตว์ป่าสงวน 15
ชนิด กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช
ตระหนักเป็นอย่างยิ่งว่าการเผยแพร่ข้อมูลด้านวิชาการที่ถูกต้อง และ สมบูรณ์ให้แก่หน่วยงานทั้ง
ภาครัฐและภาคเอกชนนักศึกษานักเรียน และประชาชนทั่วไป ได้ทราบถึง
ความงดงามความมีคุณค่า
เกร็ดความรู้ต่างๆของสัตว์ป่าสงวนแต่ละชนิดรวมทั้งปัจจัยคุกคามจนทำให้สัตว์ป่าเหล่านั้นอยู่ในสภาวะวิกฤติประชากรเสี่ยงต่อการสูพันธุ์จะช่วยให้ทุกคนหันมาช่วยกันคุ้มครองป้องกันภัยให้สัตว์ป่าสงวนอยู่รอดสืบลูกหลานต่อไป นอกจากนี้เพื่อ
เป็นบทเรียนที่คอยเตือนใจให้แต่ละคนร่วมมือหยุดยั้งการล่า การค้าสัตว์ป่า
ให้สัตว์ป่าของประเทศไทยได้อยู่รอดปลอดภัยสามารถสืบเผ่าพันธุ์ให้คง อยู่ตลอดไป
สัตว์ป่าสงวน หมายถึง
สัตว์ป่าหายาก 15 ชนิด ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
พ.ศ.2535 ได้แก่
แมวลายหินอ่อน พะยูน เก้งหม้อ นกกระเรียน เลียงผา กวางผา ละองหรือละมั่ง สมัน กูปรี ควายป่า แรดกระซู่ สมเสร็จ นกแต้วแล้วท้องดำ และ นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร
แมวลายหินอ่อน พะยูน เก้งหม้อ นกกระเรียน เลียงผา กวางผา ละองหรือละมั่ง สมัน กูปรี ควายป่า แรดกระซู่ สมเสร็จ นกแต้วแล้วท้องดำ และ นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร
ข้อห้ามข้อบังคับบางประการจากพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่ควรทราบมีดังนี้
- สัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครอง
เป็นสัตว์ป่าที่ห้ามล่า พยายามล่า ห้ามค้า ห้ามนำเข้าหรือส่งออก
เว้นแต่จะได้รับอนุญาต ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกินสี่ปี
หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ห้ามครอบครองสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครอง
เว้นแต่จะได้รับอนุญาต ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกินสามปี
หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ในกรณีที่สัตว์ที่ครอบครองเป็นสัตว์ที่มาจากการเพาะพันธุ์ที่ไม่ถูกต้อง
จะต้องโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ห้ามเพาะพันธุ์สัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครอง
เว้นแต่จะได้รับอนุญาต ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกินสามปี
หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ในกรณีที่การล่าเป็นการล่าเพื่อปกป้องตนเองหรือผู้อื่นหรือทรัพย์สิน
หรือเหตุอื่นที่เห็นว่าเป็นการกระทำที่ควรแก่เหตุ ไม่ต้องรับโทษ
- การห้ามการครอบครองและห้ามค้า
มีผลไปถึงไข่และซากของสัตว์เหล่านั้นด้วย
- ห้ามเก็บหรือทำอันตรายรังของสัตว์
ยกเว้นรังนกอีแอ่น (นกแอ่นกินรัง) ซึ่งต้องได้รับอนุญาตเช่นกัน
กระซู่
ชื่อสามัญ :
Sumatran Rhinoceros
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dicermocerus sumatraensis ชื่ออื่น : แรดสุมาตรา
เป็นแรดพันธุ์เล็กที่สุดในบรรดาแรด
5 ชนิดของโลก มี 2
นอ ความสูงที่ระดับไหล่ 1.0
- 1.4 เมตร น้ำหนัก 900-1,000 กก.
มีขนปกคลุมทั้งตัว ปีนเขาเก่ง มีประสาทในการรับกลิ่นดีมาก
เมื่อพบสิ่งกีดขวางจะไม่ข้าม แต่มักใช้หัวดันให้พ้นทางเดิน ชอบกินกิ่งไม้
ใบไม้และผลไม้ ตกลูกครั้งละ 1 ตัว
ตั้งท้องนานประมาณ 7-8 เดือน
ปัจจุบันหายากมาก คาดว่าจะพบได้ในบริเวณป่าทึบตามแนวพรมแดนไทย-พม่า
และชายแดนไทย-มาเลเซีย รายงานล่าสุดในปี พ.ศ.2539
พบรอยเท้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ
นอกจากนี้ยังมีกระจัดกระจายตามป่าต่าง ๆ แห่งละตัวสองตัว เช่น แก่งกระจาน
จังหวัดเพชรบุรี ห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี ฮาลา-บาลา จังหวัดนราธิวาส เขาสก
จังหวัดสุราษฎร์ธานี
|
เลียงผา
ชื่อสามัญ :
Serow
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Capricornis sumatraensis
เป็นสัตว์กีบคู่
มีเขาจำพวกแพะ ความสูงที่ระดับไหล่ 85-94
ซ.ม. น้ำหนักประมาณ 85-140
กก. อาศัยอยู่ตามภูเขาที่มีหน้าผาหรือถ้ำ
สามารถเคลื่อนที่ในที่สูงชันอย่างว่องไวและปราดเปรียวมาก
สามารถว่ายน้ำข้ามระหว่างเกาะกับแผ่นดินได้ มีอวัยวะรับสัมผัส ทั้งตา หู
และจมูกดี กินพืชที่ขึ้นอยู่ตามที่สูง ตกลูกครั้งละ 1
ตัว ตั้งท้องนาน 7-8
เดือน ปัจจุบันลดจำนวนลงไปมากเนื่องจาก
ถูกล่าเพื่อเอาเขาและทำน้ำมันเลียงผา
อ่านเพิ่มเติม
|
สมัน
ชื่อสามัญ :
Schomburgk’s Deer
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cervus schomburgki ชื่ออื่น : เนื้อสมัน
เป็นกวางขนาดกลาง
ความสูงระดับไหล่ 1 เมตร
ได้ชื่อว่ามีเขาสวยที่สุด
การแตกแขนงของเขาเมื่อโตเต็มวัยจะมีลักษณะคล้ายสุ่มที่หงายขึ้น จึงเรียกว่า
"กวางเขาสุ่ม" ชอบกินยอดหญ้าอ่อน ผลไม้ และใบไม้
อยู่รวมกันเป็นฝูงเล็ก ๆ อาศัยอยู่เฉพาะที่ราบต่ำในภาคกลางของประเทศไทยเท่านั้น
โดยเฉพาะบริเวณรอบ ๆ กรุงเทพฯ ปทุมธานี อยุธยา สมุทรปราการ
สมันได้สูญพันธุ์ไปโดยสมบูรณ์เมื่อราวปี 2475
แม้แต่สมันตัวสุดท้ายของโลกก็ตายด้วยมือของมนุษย์
อ่านเพิ่มเติม
|
นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร
ชื่อสามัญ : White-eyed River-Martin
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pseudochelidon sirintarae ชื่ออื่น : นกเจ้าฟ้า
เป็นนกนางแอ่นชนิดหนึ่ง
ขนาดวัดจากปลายจงอยปากถึงโคนหางยาวประมาณ 15
ซม. พบครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2511 บริเวณบึงบรเพ็ด
จ.นครสวรรค์ เพียงแห่งเดียวในโลกและไม่พบที่อื่นอีกเลย เป็นนกที่อพยพมาในฤดูหนาว
ส่วนในฤดูอื่นเชื่อว่าจะอยู่บริเวณต้นแม่น้ำปิง ชอบเกาะนอนในพงหญ้า
นอนอยู่รวมกับฝูงนกนางแอ่นชนิดอื่น ๆ ตามใบอ้อ และใบสนุ่น โฉบจับแมลงเป็นอาหาร
ปัจจุบันเชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว
|
กูปรี
ชื่อสามัญ :
Kouprey
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bos sauveii ชื่ออื่น : วัวเขาเกลียว(ลาว) โคไพร
เป็นสัตว์ป่าตระกูลเดียวกับกระทิงและวัวแดง
ความสูงที่ระดับไหล่ 1.7-1.9 เมตร น้ำหนักประมาณ 700-900
กก. อยู่รวมกันเป็นฝูง 2-20
ตัว มีลักษณะพิเศษคือ
ตัวผู้ที่โตเต็มที่มักจะมีปลายเขาที่แตกเป็นพู่
เนื่องจากมันชอบใช้เขาแทงดินเพื่องัดหาอาหารกิน
ส่วนตัวเมียมีเขาลักษณะเป็นวงเกลียว ชอบกินหญ้า ใบไม้ ตกลูกครั้งละ 1
ตัว ตั้งท้องนาน 9-10
เดือน พบในไทย ลาว เขมร และเวียดนามเท่านั้น
ข้อมูลเกี่ยวกับกูปรีมีน้อยและยังถูกล่าอยู่เสมอเพราะเขามีราคาสูงมาก
เป็นที่ต้องการของนักสะสม มีแนวโน้มว่าจะสูญพันธุ์ได้
อ่านเพิ่มเติม
|
นกกระเรียน
ชื่อสามัญ : Sarus Crane
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Grus antigone sharpii ชื่ออื่น : _
อยู่ในตระกูลนกบินได้ขนาดใหญ่ที่สุด
สูงประมาณ 150 ซม.
พบตามหนอง บึง และท้องทุ่ง หากินเป็นคู่และกลุ่มครอบครัว
จับคู่แบบผัวเดียวเมียเดียว กินแมลง สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์น้ำ เมล็ดพืช
และต้นอ่อนของพืชน้ำ ปัจจุบันไม่พบในประเทศไทยเพราะถูกล่า
และแหล่งที่อยู่อาศัยถูกทำลาย แต่ยังพบในประเทศลาวและเขมร
อ่านเพิ่มเติม
|
นกแต้วแล้วท้องดำ
ชื่อสามัญ : Gurney's Pitta
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pitta gurney ชื่ออื่น : _
ขนาดลำตัววัดจากจงอยปากถึงโคนหางยาว
21 ซม.
อาศัยอยู่เฉพาะในป่าดิบที่ราบต่ำ ชอบทำรังบนกอระกำ และกอหวาย ซึ่งมีหนามแหลม
ชอบกินไส้เดือน ส่งเสียกร้อง "วัก วัก"
เพื่อประกาศอาณาเขตและร้องหาคู่ ส่งเสียงร้อง "แต้ว แต้ว" ขณะตกใจ
ฤดูผสมพันธุ์เริ่มเดือนพฤษภาคม ปัจจุบันพบแห่งเดียวในโลก
ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม (เขานอจู้จี้) จ.กระบี่
คาดว่าเหลืออยู่ไม่เกิน 100 ตัว
และมีแนวโน้มว่าจะสูญพันธุ์ในไม่ช้าเนื่องจาก
ถิ่นที่อยู่กำลังถูกบุกรุกอย่างรุนแรง
อ่านเพิ่มเติม
|
ควายป่า
ชื่อสามัญ :
Wild Water Buffalo
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bubalus bubalis ชื่ออื่น : มหิงสา
เป็นบรรพบุรุษของควายบ้าน
ขนาดของลำตัวใหญ่กว่าควายบ้าน
รอบคอด้านหน้ามีรอยสีขาวเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวหงายอยู่ เรียกว่า
"รอยเชียดคอ" ขาทั้งสี่มีสีขาวเหมือนใส่ถุงเท้า
แต่ในธรรมชาติมักไม่เห็นถุงเท้านี้
เพราะควายป่าชอบแช่และลุยปลักโคลนจนถุงเท้าเปื้อนไปหมด ความสูงที่ระดับไหล่ 1.6-1.9
เมตร น้ำหนักถึง 800-1,200
กก. แต่ปราดเปรียวมาก
ชอบนอนแช่ปลักให้ดินโคลนพอกลำตัวเพื่อป้องกันแมลงรบกวน มีนิสัยชอบอยู่เป็นฝูง
เมื่อบาดเจ็บจะดุร้ายมาก กินใบไม้ หญ้า และหน่อไม้ ตกลูกครั้งละ 1
ตัว ตั้งท้องนานประมาณ 10
เดือน ปัจจุบันพบบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
จ.อุทัยธานี เท่านั้น
|
แมวลายหินอ่อน
ชื่อสามัญ : Marbled Cat
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pardofelis marmorata ชื่ออื่น : _
เป็นแมวป่าขนาดกลาง
น้ำหนักประมาณ 4-5 กก.
อยู่ในป่าดงดิบและป่าดิบชื้น ชอบอยู่บนต้นไม้ หากินในเวลากลางคืน อาหารได้แก่
แมลง งู นก หนู และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก ปัจจุบันหายากมาก มีรายงานพบเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น
เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง อุทยานแห่งชาติปางสีดา
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และอุทยานแห่งชาติทับลาน
อ่านเพิ่มเติม
|
กวางผา
ชื่อสามัญ :
Goral
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Naemorhedus griseus ชื่ออื่น : ม้าเทวดา
มีลักษณะคล้ายแพะ
ความสูงที่ระดับไหล่ 50-70 ซม. น้ำหนักประมาณ 20-32
กก.
มีขาแข็งแรงสามารถกระโดดตามชะง่อนผาได้อย่างว่องไวและแม่นยำ พบตามยอดเขาสูงชัน
สูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่า 1,000 เมตร
ซึ่งมีอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดปี อาหารได้แก่ พืชตามสันเขาและหน้าผาหิน
ตกลูกครั้งละ 1 ตัว ตั้งท้องนาน 6-8
เดือน อายุประมาณ 8-10
ปี ปัจจุบันเหลืออยู่จำนวนน้อย
พบบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น จ.ตาก
อ่านเพิ่มเติม
|
เก้งหม้อ
ชื่อสามัญ :
Fea’s Barking Deer
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Muntiacus feai ชื่ออื่น : เก้งดำ, กวางจุก
เป็นเก้งที่มีสีคล้ำกว่าเก้งธรรมดา
ทางด้านบนสีดำตัดกับสีขาวด้านล่างชัดเจน บริเวณโคนเขามีขนยาวแน่นและฟูเป็นกระจุก
ชอบอาศัยอยู่เดี่ยว ๆ ในป่าดงดิบตามลาดเขา
จะอยู่เป็นคู่เฉพาะในฤดูผสมพันธุ์เท่านั้น กินใบไม้ หญ้าและผลไม้ ตกลูกครั้งละ 1
ตัว ตั้งท้องนาน 6
เดือน พบบริเวณชายแดนไทย-พม่า และในภาคใต้ของไทย
เป็นสัตว์ในตระกูลกวางที่หายากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก
อ่านเพิ่มเติม
|
สมเสร็จ
ชื่อสามัญ :
Malayan Tapir
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tapirus indicus ชื่ออื่น : ผสมเสร็จ
เป็นสัตว์หากินกลางคืน
น้ำหนักประมาณ 250-300 กก.
มีประสาทสัมผัสทางกลิ่นและเสียงดีมาก มีจมูกเหมือนงวงช้าง รูปร่างเหมือนหมู
เท้าเหมือนแรด จึงเรียกว่าผสมเสร็จหรือสมเสร็จ มักหากินตามที่รกทึบ ตกลูกครั้งละ
1 ตัว ตั้งท้องนาน 13
เดือน พบบริเวณป่าชายแดนไทย-พม่า ตลอดลงไปจนถึงภาคใต้ของไทย
อ่านเพิ่มเติม
|
แรด
ชื่อสามัญ :
Javan Rhinoceros
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rhinoceros sondaicus ชื่ออื่น : แรดชวา
มีนอเดียว
ความสูงที่ระดับไหล่ 1.70-1.75 เมตร น้ำหนัก 1,500-2,000
กก.
ชอบนอนในปลัก โคลนตม หนองน้ำ เพื่อไม่ให้ถูกแมลงรบกวน มีสายตาไม่ค่อยดีนัก
แต่ประสาทสัมผัสในการรับกลิ่นดีมาก ชอบกินยอดไม้ ใบไม้และผลไม้ ตกลูกครั้งละ 1
ตัว
ตั้งท้องนาน 16 เดือน
อาศัยอยู่ในป่าทึบ โดยเฉพาะบริเวณที่มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์
ครั้งหนึ่งเคยมีพบในบริเวณป่าชายแดนไทย พม่า ลงไปทางใต้
แต่ไม่มีใครพบแรดในธรรมชาติในเมืองไทยเป็นเวลากว่า 30
ปีแล้ว
ประชากรแรดในประเทศอื่น ๆ ก็อยู่ในภาวะคล้ายคลึงกัน ปัจจุบันยังมีเหลือแรดอยู่ในธรรมชาติเพียง
20-30 ตัวเท่านั้น
โดยอยู่ในอุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่งในประเทศเวียดนาม
อ่านเพิ่มเติม
|
พะยูน
ชื่อสามัญ :
Dugong
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dugong dugon ชื่ออื่น : หมูน้ำ, ปลาพะยูน
สัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม
น้ำหนักประมาณ 300 กก.
ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง กินหญ้าทะเลตามบริเวณน้ำตื้นใกล้ชายฝั่ง ออกลูกครั้งละ 1
ตัว ตั้งท้องนาน 1
ปี ลดจำนวนลงมากเพราะติดอวน
และหญ้าทะเลซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญถูกทำลาย
ปัจจุบันพบอยู่บริเวณเกาะลิบงและหาดเจ้าไหม จ.ตรัง ประมาณ 40-50
ตัว
อ่านเพิ่มเติม
|
ละอง, ละมั่ง
ชื่อสามัญ : Eld's Deer
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cervus eldi ชื่ออื่น : _
ละอง
เป็นชื่อเรียกตัวผู้ ส่วนละมั่งเป็นชื่อเรียกตัวเมีย ความสูงที่ระดับไหล่ 1.2 - 1.3 เมตร หนักประมาณ 95-150
กก. ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็ก ๆ ออกหากินทั้งกลางวันและกลางคืน
กินใบไม้ ใบหญ้า และผลไม้เป็นอาหาร ตกลูกครั้งละ 1 ตัว ตั้งท้องประมาณ 7-8
เดือน มีสองชนิดย่อย คือ C. e. thamin และ C. e. siamensis ปัจจุบันละองและละมั่งได้สูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติของไทยไปแล้ว
แต่คาดว่ายังมีเหลืออยู่ตามบริเวณเทือกเขาพนมดงรัก ชายแดนไทย-กัมพูชา
และบริเวณเทือกเขาตะนาวศรีชายแดนไทย-พม่า
อ่านเพิ่มเติม
|
รูปภาพและข้อมูลนี้ ส่วนหนึ่งนำมาจาก โปสเตอร์
"สัตว์ป่าสงวน ๑๕ ชนิด" จัดพิมพ์โดย
มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย วิมุติ
วสะหลาย คัดข้อมูลมา
เพียงหวังต้องการช่วยเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับสัตว์ป่า
เพื่อนำไปสู่จิตสำนึกที่รู้จักหวงแหน และต้องการอนุรักษ์สัตว์ป่า
อันเป็นเพื่อนร่วมโลกที่มีสิทธิอยู่ร่วมโลกกับมนุษย์ได้อย่างสันติ














ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น